ส่งต่อของขวัญ :ศูนย์เรียนรู้ฟื้นฟูเด็กพิการโดยครอบครัว (๒)

ศูนย์เรียนรู้ฟื้นฟูเด็กพิการโดยครอบครัว


ตอนที่ ๒ :  ส่งต่อของขวัญ
เมื่อแม่เปลี่ยนแปลง ลูกจึงเติบโต

การเปลี่ยนแปลงของแม่ส่งผลโดยตรงต่อการเติบโตของลูก ตัวอย่างคุณแม่แกนนำและวิทยากร คุณสุรีย์ สุวิลาวงษ์ (แม่ดำ) ผู้ช่วยผู้ประสานงานศูนย์เรียนรู้ฟื้นฟูเด็กพิการโดยครอบครัว (หนองแขม) คุณแก้วใจ กิ่งโคกกรวด (แม่แก้ว) ผู้ประสานงานศูนย์เรียนรู้ฟื้นฟูเด็กพิการโดยครอบครัว (คลองสาน)

S__26501133

ภาคขยาย

คุณสุรีย์ สุวิลาวงษ์ (แม่ดำ)
ศูนย์เรียนรู้ฟื้นฟูเด็กพิการโดยครอบครัว (หนองแขม)

น้องทรายแรกเกิดเริ่มจากมีอาการตัวเหลืองเมื่อกลับบ้านไปวันที่๖ มีอาการชักสมองขาดออกซิเจนและถูกสารเหลืองทำลาย อายุ ๔ – ๕ ขวบเริ่มมาที่ศูนย์เรียนรู้ฟื้นฟูเด็กพิการโดยครอบครัว บางแค ซึ่งก่อนหน้านี้คุณยายกับคุณพ่อเป็นคนพามาแม่ทำงานเป็นหลัก ซึ่งมาแรกๆ น้องทรายตัวยังเกร็งมากนั่งรถเข็นไม่ได้ ออกเสียงไม่ได้และร้องไห้ทุกเรื่องที่บ้านก็เครียดเพราะสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง

จุดเปลี่ยนคือทางศูนย์ฯ ขอให้แม่มารับฟังเกี่ยวกับ IEP (แผนการสอนรายบุคคล) ที่จะฝึกน้องเพราะเกรงว่าคุณยายอาจฟังไม่เข้าใจ เขาก็พูดถึงการตั้งเป้าหมายด้วยกันว่าจะฝึกน้องอย่างไร ยอมรับว่าตอนนั้นเรายังไม่ค่อยยอมรับลูก อุ้มลูกไปไหนเราอาย แต่พอเรามาเห็นเด็กๆ ในศูนย์ฯ บางคนเป็นมากกว่าลูกเราอีก เห็นแม่ๆ เขาฝึกกันเอง เราไม่เคยเห็นกลุ่มแบบนี้เลยส่วนใหญ่ไปโรงพยาบาลเราก็ไปขอให้เขาฝึกให้ตลอด ตัวเราก็ไปอย่างนั้นแหละ ไปถึงลูกก็ร้องกลับมาไม่ได้อะไร พยาบาลก็ว่านี่มาตั้งนานแล้วยังร้องอยู่ได้ ลูกก็กลัวหมอร้องทุกอย่าง

มาอยู่ตรงนี้สอนเราหลายๆ เขาก็บอกว่าให้มาตั้งเป้าหมายกันอย่างแรกอยากได้อะไร แม่อยากให้น้องทรายดูดหลอดเป็นเพราะเวลาดื่มน้ำยากมากใช้เวลานานเป็นชั่วโมง สมัยก่อนใช้ขวดนมฟันผุหมด ที่ผ่านมาเราก็มาใช้หลอดแต่เรายังช่วยบีบให้เพราะเขาดูดไม่เป็น ความที่เขาเกร็งน้ำลายก็ไหลเต็มควบคุมลำบาก แม่ๆ ที่นี่ก็สอนการกระตุ้นให้เป่า เขาเริ่มเป่าที่มือให้น้องทรายดูก่อนว่าเป่าลมต้องทำอย่างนี้นะ  ทำปากจู๋ยังไง ต้องเป่าต้องดูดยังไง เขาใช้นิ้วมือนวดบีบริมฝีปากให้ประกบกัน เอาหลอดงอแบบเล็กๆ สั้นๆ มาใส่ก่อนจะได้ไม่ต้องใช้แรงเยอะ … พอน้องทรายดูดได้เท่านั้นแหละ แม่ดีใจมากเลยความคิดเปลี่ยนเลยว่าลูกเราทำได้นะ ก่อนนั้นไม่เคยเชื่อว่าลูกจะมีศักยภาพพัฒนาอะไรได้

เราได้เห็นว่าเวลาแม่ๆ เขานวด ทำอะไรๆ ให้ลูกเรายอม ความเป็นแม่ของเพื่อนๆ ที่ศูนย์ฯ มันสร้างความไว้ใจ ทั้งการสัมผัส การพูด ถ้าเราไปโรงพยาบาลเขาใช้การฝึกแบบเป็นเทคนิค แต่ที่นี่เราเห็นแม่ทำให้ลูก แม่ของเพื่อนที่ดูแลและทำให้ลูกเรายอมรับได้ รู้สึกดีมากเราค่อยๆ ซึมซับวิธีดูแลแบบนี้

แม่ดำเลยสลับหน้าที่ให้พ่อกับยายดูแลร้านไป แม่มากับน้องทรายเอง เวลามีอบรมให้ความรู้ต่างๆ แม่ก็ไปอยากได้ความรู้มาฝึกลูกตัวเอง ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของลูกที่เกิดขึ้น เห็นความรักจากเมื่อก่อนเราไม่ค่อยได้กอดไม่ได้บอกรักลูก ที่นี่เขาก็สอนให้กอดลูก บอกรักลูก สัมผัส กระตุ้นประสาทสัมผัส มีกิจกรรมให้เราได้เรียนรู้ คือรับฟังความรู้สึกของลูก มองตาลูก เอาใจเขามาใส่ใจเรา ทดลองไปเป็นเขาดูจะรู้สึกอย่างไร แม่ดำลองหมดเด็กบางคนต้องนอนกิน เราก็ลองบ้าง มันแน่นท้องอึดอัด เกร็ง เจ็บปวดทรมาน เรารู้สึกว่าเด็กพิการ ลูกๆ เราเขาอดทนมากกว่าเราอีก รู้สึกไปถึงใจเขาเลยมีอะไรเราก็พยายามเต็มที่กับเขา

จากเดิมที่ลูกกลัวทุกอย่าง เราพาไปสัมผัสอธิบายให้ฟังบอกเหตุผล เขาเรียนรู้ได้ทุกอย่าง แต่ก่อนเราไม่คิดว่าเขาจะเข้าใจ อย่างการกินนี่เราให้กินแต่ข้าวบด ไข่ต้ม พวกบะหมี่ ส้มตำ ไม่เคยให้กินเพราะกลัวติดคอ มาที่นี่เขาให้ลองดู เอ้าลูกกินได้… คือมันทำให้เราเห็นหลายๆ อย่างมันคือกลัวที่เรายังไม่เคยลองมาก่อน แต่กลัวไปเอง พอมาลองก็เห็นว่าเขาทำได้

จากที่ไม่เคยพาไปตลาดก็พานั่งรถเข็นไปซึ่งเราก็ต้องเตรียมให้เขาพร้อมก่อนค่อยๆ นวดจนเขาปรับตัวเองนั่งรถเข็นได้ ลดเรื่องน้ำลายไหลด้วยการกระตุ้นให้กลืนน้ำลาย เรากระตุ้นทุกอย่างตลอดเวลาต้องพูดต้องบอก ตอนนี้เกิดอะไรขึ้น เรากำลังจะทำอะไร จะอุ้มก็ต้องบอกเดี๋ยวแม่จะอุ้มหนูนะ เดี๋ยวเราจะนั่ง วันนี้เราจะกินอะไร บะหมี่มันเป็นเส้นๆ นะ มีข้าวมันไก่ พอรู้จักอาหารแล้ว ต่อไปมีมาสองอย่างก็ให้เลือกเองว่าจะทานอะไร เขาเริ่มออกเสียง เอา ได้ชัดเจน ลูกหัดออกเสียงจากกิจกรรมกลุ่มแนะนำชื่อ สอนให้พยักหน้า ส่ายหน้า ตอนนี้เริ่มพูดเป็นประโยคแต่ไม่ชัดมาก ถ้าฟังดีๆ จะรู้เป็นคำๆ ที่ศูนย์ฯ จะสอนเรื่องการนับเลข ดูเรื่องเวลาทำกิจวัตรประจำวัน คือเราเชื่อว่าเขารู้ สอนเขาตลอด ก.ไก่ คำอ่านยังไง ชื่อตัวเองเขียนยังไง น้องทรายเป็นคนชอบเรียนภาษาอังกฤษเขาออกเสียงตามน้อง เราก็ทำเหมือนเขาเป็นปกติไปเลย ส่วนเขาจะรับได้แค่ไหนค่อยว่ากัน

แม่เพลิน (คุณแสงเพลิน จารุสาร) ก็ค่อยๆ ดึงเราเข้ามา เห็นว่าเราทำกับลูกตลอดเวลาและลูกดีขึ้นก็พาเราไปลงพื้นที่เจอเด็กพิการที่อยู่บ้านไม่ได้ออกไปไหนเลยซึ่งน่าเห็นใจมาก เขาลำบากกว่าเราเยอะคิดว่าเรามีโอกาสพอมีความรู้และประสบการณ์ที่ฝึกลูกมา เด็กอาจยังไม่ได้รับการฟื้นฟูเราช่วยนวดผ่อนคลายให้เขาได้ ส่วนกิจกรรมกลุ่มแต่ละเขตเราก็อบรมอยู่สม่ำเสมอทุกสัปดาห์ มันก็พอทำได้เลยมาช่วยงานศูนย์ฯ

ตอนนี้ก็เป็นผู้ช่วยที่ศูนย์ฯ หนองแขมไปทำงานเหนื่อยแต่ดีใจเห็นการเปลี่ยนแปลงตัวเองมาก จากคนขี้อายไม่กล้าพูด แค่แนะนำตัวในวงก็ตื่นเต้นมากไม่คิดว่าตัวเองจะมานำกิจกรรมอะไรได้ ไม่คิดว่าจะช่วยลูกคนอื่นได้ แม่เพลินบอกว่าคิดเสียว่าเราทำเพื่อเด็กก็พยายามทำให้ดีที่สุดค่อยๆ ปรับตัว มาถึงวันนี้ใช้เวลาก็สิบปีนะคะ ตอนนี้รู้สึกว่าชีวิตง่ายมากกว่าเดิม เราเต็มที่กับลูกทุกคนอธิบายทั้งลูกปกติ ลูกพิการ แสดงความรักให้ชัดเจนกับทั้งคู่ว่าเรารัก เขาทำดีก็ต้องชื่นชม

ผู้ปกครองใหม่ๆ เข้ามากว่าจะเปลี่ยนแปลงในสามปีจะได้สักคนหนึ่ง เราทำให้เต็มที่ทำให้เห็น เขาไม่เชื่อเราง่ายๆ นะคะต้องทำแล้วเห็นผลลูกเขาเกิดการเปลี่ยนแปลง เราจริงใจกับเขาเป็นเพื่อนให้คำปรึกษากัน แต่บางคนอยากมาฝากให้ดูแลให้…

จากประสบการณ์ก็ต้องแม่ที่เปลี่ยนแปลงก่อน เชื่อว่าลูกมีศักยภาพเปิดโอกาสให้เขามีส่วนร่วม ลูกต้องการความรักความเข้าใจ มองตาลูกบ้างว่าลูกรู้สึกอย่างไร เขาขยับตัวไม่ได้ต้องนอน เราคิดแทนให้ทุกอย่างมันจบแบบง่ายๆ แต่ในหัวใจของเขาที่จริงรู้สึกอย่างไร


คุณแก้วใจ กิ่งโคกกรวด (แม่แก้ว)
ศูนย์เรียนรู้ฟื้นฟูเด็กพิการโดยครอบครัว (คลองสาน)

กุ๊กไก่ช่วงอายุหนึ่งขวบแปดเดือนเป็นไข้สูงและชักได้รับการส่งต่อและเป็นผู้ป่วยหนักใช้เวลาอยู่ในโรงพยาบาลหลายเดือน แต่ออกมาจากโรงพยาบาลแล้วลูกไม่เหมือนเดิม ทำใจไม่ได้เลย เขาเป็นลูกคนแรกเดินได้ พูดได้แล้ว พูดเก่งด้วยก็ไม่รู้จะทำยังไงดี ไม่มีความรู้เรื่องลูกพิการและไม่เคยคิดว่าเขาจะพิการถาวร

ทางโรงพยาบาลเขาให้ใส่สายให้อาหาร นมทางสายยาง แต่เราก็ดื้อให้นมไปอาทิตย์หนึ่งอยากลูกทานทางปากก็ลองถอดสายเอง มันคงไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องแต่เป็นความอยากของแม่ก็ดึงสายออก ป้อนนมได้หนึ่งออนซ์โดยที่กุ๊กไก่ไม่ดูดเองเลย เราปล่อยให้ไหลลงไปเลย เขาท้องอืดนะแต่ก็มีกำลังใจที่ยายของกุ๊กไก่พูดว่า ถ้ามันกินได้ มันไม่ตายหรอก คำๆ นี้มันทำให้เราเชื่อว่า ถ้ามันไม่ตายก็ต้องดีขึ้น

เราพยายามให้ทานอาหารที่หลากหลาย ป้อนนมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เขาทานได้แต่ท้องอืดนี่ไม่หายก็หาวิธีช่วยเพิ่มพวกผลไม้ให้มีเนื้อที่มันหยาบขึ้น ทั้งหมดนี้แม่เปลี่ยนให้เขาเอง คือเราอยากให้เขาทานอะไร แต่ผิดถูกเราไม่รู้ ใส่ไปก่อน จนสองขวบเขาก็เริ่มดีขึ้นไม่ต้องใส่สาย แต่เราก็ยังให้อาหารเหลวเพราะคิดว่าน่าจะเลี้ยงแบบเด็กอ่อน มีอาหารเหลวใส่กล้วยขยับมาเป็นข้าวต้มให้เนื้อหยาบขึ้นจนมาเป็นข้าวสวย ในหัวเราไม่อยากให้ลูกกินอาหารปั่น ใจอยากให้ปกติทุกอย่างแม้จะเดินไม่ได้ แต่ตอนนั้นก็ยังยอมรับไม่ได้ว่าพิการไม่คิดว่ามันจะถาวร

รู้จักกับพี่เพลิน (คุณแสงเพลิน จารุสาร) ตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ บ้านอยู่ถัดกันซอยเดียว ตอนนั้นก็เสาะหาแต่ไม่คิดว่าตัวเองต้องฝึกเอง ถามพี่เพลินว่าถ้าเอาลูกมาฝึกที่นี่ต้องเสียเงินเท่าไหร่ ในใจคิดว่าเท่าไหร่ก็ยอมเสียให้ พี่เพลินก็ถามว่าที่มานี่ แม่ตั้งเป้าไว้มากน้อยแค่ไหน เราก็บอกว่าอยากให้เดินได้ อยากให้ปกติ แกบอกว่าแม่ใจเย็นๆ นะ เรามาช่วยกันฝึกช่วยกันดู คิดว่าอย่างไรก็พัฒนามากขึ้นแน่นอน แกชวนไปไหนเราก็ไป เราก็เหนื่อยในเรื่องค่าใช้จ่ายเพราะแฟนทำงานคนเดียวทำท่าจะไม่ไหว ตอนนั้นจะพาไปว่ายน้ำค่ารถก็ไม่มีต้องไปด้วยกันแชร์ค่ารถกัน แต่ตอนนั้นก็ยังไม่คิดจะฝึกเองยังคิดจะพึ่งพี่เพลินอยู่ แกชวนไปอบรมทุกที่ที่เปิดก็คิดว่าตัวเองทำไม่ได้ ทั้งๆ ที่ฝึกลองมากับมือแท้ๆ แต่ใจมันไม่สู้

แม่เพลิน (18)

จุดที่เปลี่ยนคือพอเริ่มมีศูนย์ฯ บางแคนี้ เราได้เห็นพัฒนาการลูกคนอื่น และเริ่มเห็นลูกเราเปลี่ยนด้วย ก่อนหน้าอยู่บ้านเขาจะป่วยบ่อยแต่พอเราพาออกไปไหนๆ ด้วย ทั้งที่ยังไม่ได้ลงมือทำอะไรเลยแต่ลูกปรับสภาพตัวเองให้เข้ากับสภาพอากาศและสภาพสิ่งแวดล้อมกลายเป็นเขาแข็งแรงขึ้น การพาเขาออกมาสู่โลกภายนอก ได้นั่งรถเขามองตามเสียงนู้นเสียงนี้ ทำกิจกรรมอยู่ในกลุ่มก็เริ่มมอง เออ นี่ลูกเราดีขึ้น…

หลังจากนั้นทำอะไรที่ฝึกลูกเองได้ก็หัดทำ อย่างที่ฝึกหัดเดินไปเห็นที่บ้านเฟื่องฟ้าเอากลับมาทำจ้างช่างทำขึ้นมา ช่วงแรกที่ใส่คอก็อ่อน มือก็อ่อนเป็นงวงช้างพันกัน จนกระทั่งเริ่มตั้งคอได้ ก่อนหน้านี้คอยังไม่ตั้งนอนแบอยู่ปอดก็ติดเชื้อ คนละเรื่องกับตอนนี้เลย

จุดที่ทำให้ลงมือทำเองคือ คิดว่าเรามัวแต่รอ รอให้คนอื่นมาทำให้มันไม่ได้ ถ้าเราไม่เปลี่ยนตัวเอง ลูกก็ไม่มีทางเปลี่ยนได้ มันอยู่ที่แม่ทั้งนั้น แล้วก็ได้กำลังใจจากเพื่อนๆ ว่าลูกเราดีขึ้น เรามองเองอาจจะไม่ค่อยเห็น มันต้องมองจากสายตาคนอื่น เขาเห็นบางอย่างที่ลูกไม่เคยทำได้ก็ทำได้

การเปลี่ยนแปลงของเราอันดับแรกคือ เราคิดว่าลูกไม่พิการเลยเลี้ยงแบบปกติทุกอย่าง แม้ว่าตอนทานอาหารเรายังต้องป้อน แต่ให้ทดลองกินอาหารทุกประเภท กินจืดก่อนลองเผ็ดขึ้น ทุกอย่างเรากินอะไรได้ เราก็ให้เขาทดลอง

แม่เพลิน (73)

ช่วงแรกที่บ้านมีปัญหาค่าใช้จ่ายเราก็ไม่รู้จะเชื่อเรื่องนี้ยังไงนะ ตั้งแต่เราดูแลเขาดีครอบครัวเราดีขึ้น แม่ได้สูตรบ๊ะจ่างจากคนรู้จักซึ่งเป็นคนพิการ เขาถามเราว่าอยากได้สูตรบ๊ะจ่างไหมเดี๋ยวสอนให้ ทุกวันนี้เรามีอาชีพมาจากคนพิการที่เอื้ออำนวยให้เรา ทำขายแทบไม่ทันวันละพันลูก นี่เป็นความเชื่อส่วนตัวที่ว่าเราดูแลเขาดีแล้วทั้งเขาและเราดีขึ้น อย่างที่เคยได้ยินคนจีนคนหนึ่งพูดว่า ‘มีคนพิการอยู่ในบ้าน เท่ากับมีเทวดาหนึ่งองค์ ถ้าดูแลเขาดีไม่มีทางตกต่ำ’ เราคิดว่าเป็นแบบที่เขาพูดจริงๆ

เรามาทำศูนย์ฯ ย่อยที่คลองสานก็ปลูกฝังให้แม่ๆ ที่นี่ว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับมือแม่ทั้งนั้น ถ้าแม่ไม่ลงมือทำเองไม่มีทางดีได้ จะมีเงินรวยล้นฟ้าก็ช่วยลูกไม่ได้ ทำแบบนี้มันยั่งยืนเพราะเราไม่ยึดติดกับคนอื่น คุณจะทำมากน้อยแค่ไหนก็ขอให้ทำมีผลดีต่อลูกทั้งนั้น ไม่มีใครมาเฝ้าลูกให้คุณได้ ๒๔ ชั่วโมง นอกจากแม่ คุณไปโรงพยาบาลก็ไปได้แต่ต้องเอาความรู้มาปรับใช้กับลูกเรา อย่ารอให้คนอื่นทำ กุ๊กไก่ดีขึ้นจากจุดที่คิดว่ามือแม่ทำให้ลูกดีขึ้นได้ ถ้าแม่ไม่เปลี่ยน ลูกก็ไม่เปลี่ยน

แม่เพลิน (131)

การทำงานกับครอบครัวเพื่อนๆ เราให้ในสิ่งที่เราคิดว่าดีเอาความปรารถนาดีให้ไปก่อน คิดว่าถ้าเขาทำได้ก็เท่ากับเราถ่ายทอดไปยังครอบครัวรุ่นต่อไป ลูกๆ เขาไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น เวลาใครไปรับความรู้เพิ่มเติมก็เอากลับมาถ่ายทอดมาแชร์ประสบการณ์กัน แม่ๆ ที่นี่สุขภาพจิตดีมากเพราะมีแนวคิดเหมือนกัน เรามีลูกเหมือนกัน คิดบวกเป็นเพื่อนกัน ไม่คิดว่าใครเป็นหัวหน้า ศูนย์ฯ เป็นของทุกคน เราเป็นเพื่อนกันมีอะไรปรึกษากันไม่มีข้อขัดแย้งกัน ถ้ามีมันจะคัดออกเองโดยธรรมชาติเราไม่ต้องพูดเลย ถ้าเขาคิดว่าที่นี่ไม่เหมาะเขาจะออกไปเอง ที่เหลืออยู่นี่คือคิดเหมือนกันว่า ลูกต้องดีเราต้องฝึกลูกและคิดบวกกับทุกคนเป็นเพื่อนช่วยเพื่อน

มาถึงวันนี้แม่คิดว่าไม่ว่ารวยหรือจนเมื่อความพิการเข้ามาแล้วต้องดูแลเขาให้เต็มที่ และไม่ต้องคิดพึ่งพาคนอื่น เพราะไม่มีใครรู้ใจลูกดีเท่าเรา จะพิการมากหรือน้อยมีความทุกข์เท่ากัน ทำให้เต็มที่กับเขาในความที่เป็นแม่ เขาต้องมาก่อนเพราะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ถ้าเราไม่ลงมือทำมันก็ไม่เกิดและใช้ชีวิตให้คุ้มค่ากับเขาเพราะเขาเป็นครูของเรา

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง ศูนย์เรียนรู้ฟื้นฟูเด็กพิการโดยครอบครัว

ตอนที่ ๑ : ของขวัญ
องค์ความรู้จากประสบการณ์และการทำงานเกือบยี่สิบปีของคุณแสงเพลิน จารุสาร (แม่เพลิน) เลขานุการชมรมผู้ปกครองเด็กพิการ และผู้ประสานงานศูนย์เรียนรู้ฟื้นฟูเด็กพิการโดยครอบครัว (บางแค)

ตอนที่ ๓ : แกะกล่องของขวัญที่ครอบครัวมอบให้กัน
การพัฒนาโมเดล ‘เพื่อนช่วยเพื่อน’ ไปสู่ ศูนย์ผู้ดูแลทดแทน หรือ ‘Respite Care’

ขอบพระคุณ : ศูนย์เรียนรู้ฟื้นฟูเด็กพิการโดยครอบครัว
ถ่ายภาพโดย : ศุภจิต สิงหพงษ์


Beam Talks คือ ความตั้งใจสร้างพื้นที่ส่องแสงศักยภาพของบุคคลที่มีความต้องการพิเศษและครอบครัว ผ่านการสื่อสารออนไลน์ ซึ่งเป็นหนึ่งใน โครงการนักสื่อสารสร้างสรรค์บันดาลใจ : สื่อเป็นโรงเรียนของสังคมแห่งการเรียนรู้ โดยได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ภายใต้แผนงาน สื่อศิลปวัฒนธรรม

2 Comments

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s